ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์และกลยุทธ์

ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์และกลยุทธ์

ประเด็นยุทธศาสตร์
        1. มุ่งพัฒนาและยกระดับคุณภาพบัณฑิตให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับและตรงกับความต้องการของสังคม
        2. ศึกษาวิจัยและเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานวิจัยด้านการปกครองท้องถิ่นทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ
        3. เผยแพร่องค์ความรู้และบริการวิชาการด้านการปกครองท้องถิ่นให้แก่ชุมชนและสังคม และสร้างความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้อง
        4. จัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศทางการปกครองท้องถิ่นและเผยแพร่ให้แก่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ

เป้าประสงค์
       1. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะวิชาการด้านการปกครองท้องถิ่น เพื่อสร้างความเป็นเลิศในวิชาชีพ และเป็นฐานในการศึกษาระดับสูงต่อไป
       2. เพื่อให้นักศึกษามีทักษะทางปัญญา สามารถคิด วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นอย่างบูรณาการ
       3. เพื่อให้นักศึกษาเป็นผู้มีจิตสำนึกพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีคุณธรรม
       4. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัย นำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

กลยุทธ์
       1. จัดการเรียนการสอนและการประเมินผล ที่ทำให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และรู้จักคิด วิเคราะห์ องค์ความรู้ด้านการปกครองท้องถิ่น
       2. จัดการเรียนการสอนที่มีเนื้อหาทันต่อสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากกรณีศึกษา
       3. จัดกิจกรรมหรือโครงการโดยการร่วมมือกับหน่วยงานภาคี ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
       4. ส่งเสริมการวิจัยและการศึกษาตามความสนใจของอาจารย์และนักศึกษาเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ

ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ

1.2.1 ปรัชญา
          ปัญญาก้าวล้ำ คุณธรรมนำใจ พัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่น
 
1.2.2 วิสัยทัศน์
       สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มุ่งสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ กระบวนทัศน์ และทักษะด้านการปกครองท้องถิ่น สามารถคิดวิเคราะห์และนำองค์ความรู้มาปรับใช้ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทชุมชนท้องถิ่นและสังคมเมือง เป็นพลเมืองที่มีจิตสาธารณะ มีคุณธรรมและสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม 
 
1.2.3 พันธกิจ
          1. ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและตรงกับความต้องการของชุมชนและสังคมไทยยุคเศรษฐกิจฐานความรู้และเป็นประชากรโลกอย่างมีความสุข
          2. วิจัย สร้างนวัตกรรม และองค์ความรู้ในการปกครองท้องถิ่นให้มีความเป็นสากล
          3. ให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมอย่างมีคุณภาพเพื่อยกมาตรฐานชุมชน สังคมและองค์กรปกครองท้องถิ่น
          4. ทำนุบำรุงส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศทางการปกครองท้องถิ่น       
 

 

ประวัติความเป็นมาของสาขาการปกครองท้องถิ่น

ประวัติและความเป็นมา
 
          สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่นเดิมเป็นแขนงวิชาการบริหารปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่แขนงวิชาของสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ที่เปิดสอนตามหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต พ.ศ.2549 ต่อมาได้มีประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่องแนวทางการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2552 ทำให้หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต พ.ศ.2549 ต้องดำเนินการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตร โดยการพัฒนามาตรฐานคุณวุฒิสาขาวิชาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาของประกาศฉบับนี้นั้น สาขาวิชาต้องมีความเฉพาะเจาะจง มีความซับซ้อนของเนื้อหาสาระ ระดับสติปัญญาที่ต้องใช้และปริมาณการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับระดับคุณวุฒิการศึกษา ทำให้แขนงวิชาการบริหารปกครองท้องถิ่นมีการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรใหม่เป็น “หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2554” และมีการบริหารงานภายใต้สาขาวิชาใหม่คือสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น
         การพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ไม่ได้มีเหตุผลเพียงการดำเนินการตามประกาศของคณะกรรมการการอุดมศึกษาเท่านั้น หากแต่การวางแผนพัฒนาหลักสูตรยังพิจารณาถึงสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และการผลิตบัณฑิตเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม กล่าวคือ นับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจและการปกครองตนเองของประชาชน ซึ่งเห็นได้จากพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่มีส่วนทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นในการให้บริการประชาชนและการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองและการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้สังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีความต้องการบุคลากรที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชน รวมถึงสังคมมีความต้องการพลเมืองที่มีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองและความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมการตรวจสอบ ตลอดจนการร่วมบริหารกิจการของท้องถิ่น
          ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงนำมาสู่การพัฒนาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนที่สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ที่จะเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นได้อย่างทันท่วงที โดยสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่นได้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นมา 
วันอังคาร, 20 มกราคม 2558 00:00

สิงห์ท้องถิ่นจากพี่สู่น้อง

ปาฐกถาณัฐพล ใจจริง "ชีวประวัติของพลเมืองไทยฯ"

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสครบรอบ 81 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ที่หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ กรุงเทพมหานคร มีการแสดงปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2556 โดย ดร. ณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา โดยหัวข้อการปาฐกถาคือ"ชีวประวัติของพลเมืองไทย : กำเนิดพัฒนาการและอุปสรรคกับภาระกิจการปกป้องประชาธิปไตย (2475 - ปัจจุบัน)"

ทั้งนี้ณัฐพลระบุว่าเป้าหมายของบทความดังกล่าว คือ บททดลองการนำเสนอประวัติศาสตร์สามัญชน เพื่อคืนตำแหน่งแห่งที่ของสามัญชน กลับสู่ประวัติศาสตร์ไทย หรือคืนบทบาทพลเมืองกลับสู่ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย ด้วยการพยายามฉายภาพความเป็นมาของสถานะของผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ ภายใต้การปกครองตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบันว่าเป็นเช่นไร ตลอดจนให้ภาพวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตและความยากลำบากในการเปลี่ยนแปลงสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง เช่น "ไพร่" "ราษฎร" ที่ต่ำต้อย มาสู่ "พลเมือง" ผู้ทรงคุณค่าเป็นผู้มีเสรีภาพและความเสมอภาคภายใต้ระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งการเรียกร้องให้พลเมืองมีความตระหนักในการพิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่อำนวยถึงความเป็นคนให้กับสมาชิกทุกคนในชุมชนทางการเมืองเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า "พลเมืองเท่ากับความเป็นคน"

ณัฐพล ระบุในปาฐกถาว่า ในประเทศประชาธิปไตย การเขียนถึงประวัติศาสตร์สามัญชน ผู้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นเรื่องปกติ ขณะที่ของไทยนั้นยากจะปรากฏ ทั้งมีงานเขียนประวัติศาสตร์มหาบุรุษ เข้ามาครองพื้นที่ความรู้อย่างมากในสังคมไทย โดยงานเขียนชนิดนี้ถูกคนชั้นปกครองใช้ครอบงำผู้ถูกปกครองให้จำนนและเจียมตัวให้สมฐานะแห่งตน จนอาจเกิดคำถามถึงผลกระทบของความรู้เช่นนี้ที่มีต่อความมั่นคงและความยั่งยืนของประชาธิปไตยไทย

หากความมั่นคงและยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยไทยตั้งอยู่บนความรู้ความเข้าใจ ความภูมิใจและการตระหนักในความสำคัญของคนทุกคนในฐานะผู้ที่ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย ที่มีสิทธิและหน้าที่แล้วไซร้ หน้าที่ประการหนึ่งที่พลเมืองในสังคมประชาธิปไตยทุกคนพึงมีคือการพิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น หนึ่งในหนทางในการธำรงความมั่นคงให้กับระบอบการปกครองดังกล่าว คือ การส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจในที่มาแห่งตน ความยากลำบากในการเปลี่ยนแปลงสถานะจากความต่ำต้อยสู่เสรีภาพและความเสมอภาคของผู้คนให้กับพลเมือง หรือการเขียนประวัติศาสตร์ไทยให้สอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยด้วย

ในวาระสำคัญแห่งการรำลึกถึง 8 ทศวรรษ 2475 และ 4 ทศวรรษ 14 ตุลาคม 2516 จึงดูเหมือนไม่มีหัวข้อใดที่เหมาะสมไปกว่าการกล่าวถึงชีวประวัติพลเมืองไทย ที่พยายามให้ภาพความเป็นมาของสามัญชนไทยผู้เคยเดินผ่านความขมขื่น ความเบิกบาน ความทุกข์ระทมที่แปรเปลี่ยนไปตามบริบทการเมืองการปกครองในแต่ละยุคสมัย

ในตอนท้ายของปาฐกถา ณัฐพลกล่าวว่า มีคำถามมากมายเกี่ยวกับอะไร คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดขบวนการพลเมืองผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย อย่างการเคลื่อนไหวของพวกเสื้อแดงที่สร้างแนวอย่างร่วมกว้างขวางภายหลังการรัฐประหาร 2549 มีงานที่วิจัยศึกษาพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาเกิดสำนึกพลเมืองอย่างเข้มข้น เนื่องจากพวกเขาเล็งเห็นถึงคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย จึงต้องการต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิและศักดิ์ศรีของความเท่าเทียมทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้พวกเขาได้มีโอกาสทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมผ่านการเลือกตั้ง

และหากจะการถามถึงสภาพความทางการเมืองของไทยในช่วงที่ผ่านมาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ได้มีนักวิชาการเสนอสาเหตุไว้ 3 ประการดังนี้ ก็คือ หนึ่ง สังคมไทยได้เกิดพลังทางการเมืองใหม่ที่สนับสนุนประชาธิปไตย คือพวกเสื้อแดง ซึ่งประกอบขึ้นมาจากผู้คนที่มาจากชนบทเป็นส่วนใหญ่ สอง กลุ่มอภิชนคนชั้นสูงหรือพวกอำมาตย์ ไม่ยอมปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เคลื่อนเข้าสู่กระแสประชาธิปไตย แต่คนเหล่านี้ยังต้องการบงการระบอบการปกครองของไทยต่อไป สาม ความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาผู้สืบทอดในช่วงปัจจุบัน

เป็นเวลากว่า 80 ปี ที่สถานะความเป็นพลเมือง และสำนึกความเป็นพลเมืองได้ถือกำเนิดขึ้นจากการปฏิวัติ 2475 ซึ่งได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตย และหลักการสำคัญขึ้นในประเทศว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ระบอบการปกครองนี้ได้ยืนยันหลักเสรีภาพ สิทธิ และความเสมอภาคให้กับทุกคน และยกสถานะให้ทุกคนพ้นจากการเป็นคนที่ถูกปกครองมาสู่พลเมืองผู้เป็นเจ้าของประเทศ เป็นผู้มีเสรีภาพ และสิทธิอย่างเต็มเปี่ยมในการปกครองและการกำหนดทิศทางของประเทศร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้ให้ภาพมาตั้งแต่ต้น เส้นทางชีวิตของพลเมืองและระบอบประชาธิปไตยมิได้มีความราบรื่น แต่ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม อุปสรรคนานัปการ จากกลุ่มอภิชนคนชั้นสูงและกองทัพที่มักเข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตย และลดสถานะความสำคัญของพลเมืองลงหลายครั้ง และหลายครั้งที่ผ่านมา พลเมืองก็พ่ายแพ้ และสูญเสียชีวิต แต่ก็มีบางครั้งที่พลเมืองสามารถทัดทานอำนาจของกลุ่มอภิชนคนชั้นสูงได้บ้าง ถึงกระนั้นก็ดีการประลองกำลังของฝ่ายนิยมประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตยในสังคมไทยยังไม่สิ้นสุดลง ดังนั้น บนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของไทยที่มีสามัญชนเป็นตัวเดินเรื่องจึงเป็นเพียงหน้าแรกๆ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเหล่าพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกันในการเขียนประวัติศาสตร์สามัญภายใต้สังคมประชาธิปไตย ท่ามกลางกระแสของการประลองกำลังทั้งสองฝ่าย จึงไม่มีสิ่งใดประกันความปลอดภัยให้กับสถานะพลเมืองของเราท่านได้ นอกจากเราท่านทั้งหลายจะต้องไม่ประมาท มีความตระหนักรู้เท่าทัน และสั่งสมพลังเพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยของไทยต่อไป

ดังคำกล่าวที่สำคัญของรุสโซที่ว่า "การดำรงระบอบประชาธิปไตยไม่ให้เป็นอื่นนั้น จำต้องมีพลเมืองที่ระวังระไวและเข้มแข็ง พลเมืองต้องสั่งสมพลังและความหนักแน่น เพื่อไว้ใช้เป็นอาวุธและป้องกันรักษาระบอบนี้"

วันพฤหัสบดี, 27 มิถุนายน 2556 00:00

ข่าวสาขาการปกครองท้องถิ่น

08. 2017